ค้นคว้าในเรื่องที่สนใจ 22.06.62
การศึกษาปฐมวัยญี่ปุ่น
2.ประเภทบทความ
สำรวจเชิงวิจัย
3.ผู้แต่ง
วรินทร วูวงค์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4.สรุป
ในครอบครัวแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น สามีเป็นผู้ทำงานนอกบ้านเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวทั้งหมด ส่วนภรรยาอยู่บ้านทำหน้าที่แม่บ้านเต็มเวลา อาจมีแม่บ้านบางคนที่ออกไปทำงานพิเศษบ้าง แต่เป็นจำนวนน้อย โครงสร้างเศรษฐกิจ การจ้างงาน และโครงสร้างเงินเดือนของญี่ปุ่นก็สอดคล้องและสนับสนุนครอบครัวลักษณะนี้ เมื่อแม่บ้านมีเวลาเลี้ยงดูลูกจึงไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาโรงเรียนในการเลี้ยงดูเด็กเล็ก พ่อแม่ส่วนใหญ่จะส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลเมื่อลูกอายุครบ 3 ปีบริบูรณ์วันเปิดเทอมวันแรกของชั้นอนุบาลปีที่ 1 เป็นวันที่สำคัญวันหนึ่งในชีวิตของคนญี่ปุ่น เป็นวันแรกที่เด็กจะออกจากบ้านไปโรงเรียน แม่จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอย่างดีเพื่อมาส่งลูกที่โรงเรียนแต่สถานการณ์เปลี่ยนไปเมื่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นเกิดฟองสบู่แตกในทศวรรษ 1990 ตามด้วยการซบเซาทางเศรษฐกิจอย่างยาวนานถึง 2 ทศวรรษ ทำให้โครงสร้างการจ้างงานเปลี่ยนไป การจ้างงานแบบตลอดชีพจนเกษียณ เริ่มเปลี่ยนเป็นการจ้างงานโดยมีสัญญาจ้างแบบระบุระยะเวลา หรือการจ้างงานแบบไม่ถาวร รายได้จากหัวหน้าครอบครัวคนเดียวเริ่มไม่พอ แม่บ้านต้องออกมาทำงานนอกบ้านเพื่อช่วยเหลือครอบครัว ประกอบกับประชากรญี่ปุ่นมีจำนวนลดลง แต่รัฐบาลต้องการคงจำนวนประชากรที่ทำงานเพื่อรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงดำเนินนโยบายส่งเสริมให้ผู้หญิงทำงานมากขึ้น ส่งผลให้แม่บ้านออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้น และมีความต้องการบริการของโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กนอกจากจะเลี้ยงดูเด็กอายุแรกเกิดจนถึง 5 ปีแล้ว ยังให้การศึกษาคล้ายกับโรงเรียนอนุบาลด้วย จึงไม่จำเป็นต้องย้ายเด็กไปเข้าโรงเรียนอนุบาล ทำให้ความต้องการของโรงเรียนอนุบาลลดลง อย่างไรก็ดี การที่มีผู้ปกครองประสงค์ส่งเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กมากจนเกินจำนวนที่โรงเรียนสามารถรับได้ จนถึงกับมีผู้ต้องลงชื่อเพื่อรอเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก กลายเป็นปัญหาใหญ่ประการหนึ่งที่รัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหารัฐบาลจึงแก้ไขปัญหานี้โดยการสนับสนุนให้ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนสร้างโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กเพิ่มขึ้น แต่ด้วยการวางแผนและข้อมูลที่ไม่ดีพอ ทำให้หลายโรงเรียนไม่สามารถรับเด็กได้เต็มจำนวนรับ ในขณะที่หลายท้องที่มีเด็กลงชื่อรอเข้าเรียน เนื่องจากที่เรียนไม่เพียงพอ นอกจากการสร้างโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กเพิ่มแล้ว รัฐบาลยังใช้วิธีบูรณาการโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลเข้าด้วยกัน แต่วิธีนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากกำแพงระหว่างกระทรวงต้นสังกัดของโรงเรียนทั้งสอง รัฐบาลตัดสินใจแก้ไขปัญหาอีกครั้งโดยการสร้างโรงเรียนเด็กเล็กที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากรัฐ ภายใต้สังกัดสำนักคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สามารถประสานงานระหว่างกระทรวงได้ โรงเรียนเด็กเล็กที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากรัฐนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนอนุบาลกับโรงเรียนคงจำนวนประชากรที่ทำงานเพื่อรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงดำเนินนโยบายส่งเสริมให้ผู้หญิงทำงานมากขึ้น ส่งผลให้แม่บ้านออกมาทำงานนอกบ้านมากขึ้น และมีความต้องการบริการของโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กนอกจากจะเลี้ยงดูเด็กอายุแรกเกิดจนถึง 5 ปีแล้ว ยังให้การศึกษาคล้ายกับโรงเรียนอนุบาลด้วย จึงไม่จำเป็นต้องย้ายเด็กไปเข้าโรงเรียนอนุบาล ทำให้ความต้องการของโรงเรียนอนุบาลลดลง อย่างไรก็ดี การที่มีผู้ปกครองประสงค์ส่งเด็กเข้าเรียนในโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กมากจนเกินจำนวนที่โรงเรียนสามารถรับได้ จนถึงกับมีผู้ต้องลงชื่อเพื่อรอเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก กลายเป็นปัญหาใหญ่ประการหนึ่งที่รัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหารัฐบาลจึงแก้ไขปัญหานี้โดยการสนับสนุนให้ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนสร้างโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กเพิ่มขึ้น แต่ด้วยการวางแผนและข้อมูลที่ไม่ดีพอ ทำให้หลายโรงเรียนไม่สามารถรับเด็กได้เต็มจำนวนรับ ในขณะที่หลายท้องที่มีเด็กลงชื่อรอเข้าเรียน เนื่องจากที่เรียนไม่เพียงพอ นอกจากการสร้างโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กเพิ่มแล้ว รัฐบาลยังใช้วิธีบูรณาการโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลเข้าด้วยกัน แต่วิธีนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากกำแพงระหว่างกระทรวงต้นสังกัดของโรงเรียนทั้งสอง รัฐบาลตัดสินใจแก้ไขปัญหาอีกครั้งโดยการสร้างโรงเรียนเด็กเล็กที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากรัฐ ภายใต้สังกัดสำนักคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สามารถประสานงานระหว่างกระทรวงได้ โรงเรียนเด็กเล็กที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากรัฐนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนอนุบาลกับโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็ก หรือโดยการเสริมหน้าที่และบริการของโรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนเลี้ยงดูเด็กเล็กที่มีอยู่แล้ว โรงเรียนเด็กเล็กที่ได้รับการรับรองมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ และน่าจะช่วยแก้ปัญหาเด็กรอเข้าเรียนได้ในด้านเนื้อหาและคุณภาพของการศึกษาปฐมวัยของญี่ปุ่นที่ผ่านมา ต้องนับว่ามีคุณภาพดีและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยส่วนใหญ่ใช้การเล่นเป็นสื่อในการเรียนการสอน ไม่เน้นวิชาการมากนัก แต่เน้นการสร้างบุคลิกภาพ การเป็นตัวของตัวเอง การใช้ชีวิตประจำวันที่ถูกสุขลักษณะ และการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นเป็นต้น กระทรวงศึกษาธิการมีการให้คำแนะนำโดยออกเป็นแนวทางกว้าง ๆ และให้แต่ละโรงเรียนสามารถกำหนดรายละเอียดของการเรียนการสอนเองได้ ซึ่งเป็นทั้งข้อดีและข้อด้อย ข้อดีคือโรงเรียนมีความยืดหยุ่นในการจัดการศึกษาให้เหมาะกับเด็กนักเรียนและท้องถิ่น ส่วนข้อด้อยคือการขาดมาตรฐานและความยากในการควบคุมคุณภาพ จากอิทธิพลของแนวคิดที่จะต้องสร้างเด็กญี่ปุ่นให้มีความสามารถและทักษะที่จะแข่งขันกับเด็กประเทศอื่นได้ ทำให้มีการเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำเอกสารแนะแนวการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยให้ละเอียดและชัดเจนขึ้นว่าควรสอนอะไรและอย่างไร และควรเน้นด้านวิชาการมากขึ้น แต่มิได้หมายความว่าให้นำเอาเนื้อหาของชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มาสรุปให้ง่ายขึ้นและนำมาใช้สอน แต่ควรเป็นเนื้อหาซึ่งเป็นฐานรากของทักษะทางปัญญา (cognitive skill) และทักษะทางพฤติกรรม (non-cognitive skill)ศูนย์วิจัยการศึกษาเด็กปฐมวัยที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2016 จะทำการวิจัยเชิงสำรวจร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เป็นความหวังที่จะช่วยรัฐบาลญี่ปุ่นในการกำหนดนโยบายการจัดการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพไม่ด้อยไปกว่าของต่างประเทศ
5.ประโยชน์ที่ได้รับ/การนำความรู้จากการค้นคว้าไปใช้

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น